ดังได้กล่าวแล้วว่า แนวคิดภาวะผู้นำทรงพลัง อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ภาวะผู้นำนั้นสามารถพัฒนาและฝึกฝนได้ เพียงแต่ผู้นำเหล่านั้นจะให้ความสำคัญในการฝึกฝนมากน้อยเพียงไร กระบวนการพัฒนาตนเองสู่การเป็นภาวะผู้นำทรงพลัง ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ (Boyatzis and McKee, 2005)
1) การวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติ ในขั้นตอนนี้ ผู้นำต้องวิเคราะห์ตนเองว่า ต้องการอะไรจากชีวิต เป้าหมายของชีวิต คืออะไร ที่สำคัญ ในการวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติต้องกล้าที่ฝัน กล้าจินตนาการ เพื่อสรุปให้ได้ว่า ภาพลักษณ์ใหม่ที่ผู้นำต้องการจะเป็น มีลักษณะเป็นอย่างไร ใน
การวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติ ผู้นำต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ตนต้องการจะเป็นผู้นำแบบใด มีใครเป็นแรงบันดาลใจหรือต้นแบบในใจ การวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติจึงเป็นก้าวแรกของ
การก้าวสู่ภาวะนำทรงพลัง ที่มีความฝันและจินตนาการเป็นตัวผลักดัน ผู้นำจึงไม่ควรเฉยชากับความฝันและความมุ่งมั่นของตนเอง
การวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติ ผู้นำต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ตนต้องการจะเป็นผู้นำแบบใด มีใครเป็นแรงบันดาลใจหรือต้นแบบในใจ การวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติจึงเป็นก้าวแรกของ
การก้าวสู่ภาวะนำทรงพลัง ที่มีความฝันและจินตนาการเป็นตัวผลักดัน ผู้นำจึงไม่ควรเฉยชากับความฝันและความมุ่งมั่นของตนเอง
2) การวิเคราะห์ตัวตนที่แท้จริง ในการการวิเคราะห์ตัวตนที่แท้จริง ต้องอาศัยความกล้าหาญเป็นอย่างมาก ผู้นำต้องวิเคราะห์อย่างตรงไป ตรงมา และอาจจะต้องอาศัยความเห็นของผู้อื่นที่อยู่ใกล้ชิด หรืออาศัยผลการประเมินด้วยวิธี 360 องศา หรือนำกระบวนการ SWOT Analysis ที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์การมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวบุคคลเพื่อหาจุดแข็ง จุดดีของตัวเอง ไปพร้อม ๆ กับ ค้นหาจุดอ่อนหรือประเด็นที่ต้องแก้ไข ตลอดจนวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ซึ่งหลายหน่วยงานก็ได้นำไปประยุกต์ใช้กับเจ้าหน้าที่
เมื่อผ่านการวิเคราะห์ตัวตนในอุดมคติ และตัวตนที่แท้จริงแล้ว ข้อมูลที่ผู้นำได้มา คือ ระยะห่างระหว่างตัวตนในอุดมคติ และตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ในขณะที่ต้องไม่ลืมจุดแข็งที่เป็นจุดทับซ้อนระหว่างตัวตนในอุดมคติกับตัวตนที่แท้จริงและเป็นจุดที่ต้องพัฒนาให้เข้มแข็งต่อไป
3) แผนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจุดแข็ง ผู้นำที่ผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 มาถึงขั้นที่ 3 ได้ จะเป็นผู้นำที่มีความตั้งใจจริง เพราะในความเป็นจริงแล้วทุกคนรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองอยู่แล้ว แต่ไม่เข้มแข็งพอที่จะกำจัดจุดอ่อน และไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาจุดแข็งของตนเองให้สู่ความเชี่ยวชาญ การพัฒนาจึงไม่เกิดขึ้น ผู้นำเหล่านั้นก็จะอยู่กับที่ และรอวันที่อ่อนโรยไปกับกาลเวลาและสถานการณ์ ในขณะที่ผู้นำที่ตั้งใจจริงจะมีแผนเรียนรู้ที่พัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ในตัวตนอุดมคติที่อยากเป็นได้
4) การฝึกฝนนิสัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่นำไปสู่ตัวตนในอุดมคติ เช่น อยากเป็นผู้นำที่รอบรู้ มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด ก็ต้องเป็นนักอ่าน นักคิด และแสวงหาเวทีที่จะได้แสดงวิสัยทัศน์นั้นออกไปให้สังคมได้รับรู้ และวิพากษ์ เพื่อจะได้นำมาแก้ไขจุดอ่อนต่อไป
5) การพัฒนาพฤติกรรมไปสู่ความเชี่ยวชาญ เป็นขั้นตอนสุดท้าย ที่จะก้าวไปสู่ภาวะผู้นำทรงพลัง เพราะเริ่มที่จะมีผู้คนแสดงอาการยอมรับในความเชี่ยวชาญที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เหล่านี้เองที่จะเป็นพลังในการจูงใจให้ผู้อื่นคล้อยตาม สภาวะที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ ความเป็นผู้นำที่แท้จริง
ภาวะผู้นำทรงพลัง จึงไม่ใช่สภาพที่คงที่ หรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากแต่ สามารถสร้างขึ้น หรือถดถอยลงได้ หากผู้นำเหล่านั้นไม่สนใจที่รักษาไว้ ที่สำคัญ หัวใจของการพัฒนาภาวะผู้นำคือ การลงมือปฏิบัติ สถาบันในประเทศไทยเองได้จัดให้มีรายวิชา และหลักสูตรอบรมการพัฒนาภาวะผู้นำมากมาย แต่มักจะจบด้วยเนื้อหาสาระมากกว่าการลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนหรือผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนรู้ว่า ผู้นำที่ดีมีลักษณะอย่างไร แต่ไม่สามารถนำพาตนเองไปสู่จุดนั้นได้เพราะขาดการฝึกฝน ขาดการปฏิบัติที่จริงจัง ภาวะผู้นำจึงอยู่ในสภาพที่ถดถอยและไร้พลังในที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น